ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ
บริษัท พี วาย เอ็ม เป็นอย่างสูงที่ไว้วางใจให้ทาง มีทวี ทัวร์ ได้คอยดูแลและบริการคณะลูกค้าคนสำคัญทั้ง
25 ท่านที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเราในทริปนี้
(ภาพถ่ายรูปหมู่ของลูกค้าทริปมัลดีฟส์ทั้ง 25
ท่าน)
ช่วงเดือนเมษายนถือเป็นช่วง High Season ของการมาท่องเที่ยวที่เกาะมัลดีฟ
รีสอร์ทส่วนใหญ่ห้องพักจะถูกจองเกือบเต็ม
ซึ่งอากาศในช่วงนี้แม้จะร้อนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ค่อยมีฝนทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสทัศนียภาพอันงดงามของน้ำทะเลสีฟ้าใสและหาดทรายขาวของที่นี่
แม้ว่าค่าที่พักช่วงนี้ค่อนข้างสูงก็ตาม
แต่เพื่อความสุขของลูกค้าระดับ VIP ทั้งทีงานนี้บอสใหญ่ของค่าย
PYM อย่างคุณ มนตรี หรือ พี่ตี๋ งานนี้ไม่หวั่น
(ผมถ่ายคู่กับ "พี่ตี๋" บอสใหญ่แห่งบริษัท PYM ขณะนั่งเรือไปยังรีสอร์ท)
ประเทศมัลดีฟส์แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่กว่า
99% จะเป็นอาณาเขตของท้องทะเล แต่พื้นดินอีก 1% ที่ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง
26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะนั้นกลับกลายเป็นพื้นที่ที่มีความงดงามทางธรรมชาติเหนือคำบรรยาย และได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงระดับโลก
(หาดทรายขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใส)
ลักษณะภูมิประเทศพิเศษของหมู่เกาะของที่นี่แวดล้อมไปด้วยแนวประการังทางธรรมชาติที่มีอุดมสมบูรณ์ หาดทรายสีขาวตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสราวกับกระจกจึงไม่น่าแปลกใจที่เกาะแห่งนี้กลายมาเป็นเกาะสวรรค์ของผู้คนทั่วโลกที่ใฝ่ฝันกันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเยือน
"ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย" แห่งนี้ให้ได้แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในทริปท่องเที่ยวที่ค่อนข้างสูงก็ตาม
(หมู่เกาะปะการัง หรือ atoll)
เมื่อเครื่องบินลงจอดแล้วคณะเราได้เดินทางเข้าสู่อาคารสนามบินซึ่งเป็นสนามบินที่มีขนาดเล็กอารมณ์ประมาณสนามบินภูเก็ตบ้านเรา
เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วคณะเราก็ไปรับกระเป๋าแล้วก็ต้องผ่านด่าน X-Ray ของศุลกากรของที่นี่ซึ่งผู้มาท่องเที่ยวที่นี่จะต้องผ่านด่านนี้ทุกคน ทางคณะเราเห็นแล้วก็ใจไม่ค่อยดีเนื่องด้วยที่นี่เป็นประเทศมุสลิมและห้ามนำเข้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
ซึ่งคณะเราก็ได้ซื้อและแอบซ่อนมาในกระเป๋าเป้สะพายติดตัวมาและผลการตรวจก็โดนทางเจ้าหน้าที่ศุลกากรยึดเหล้าที่ซื้อมาไว้ฉลองปาร์ตี้หมดเกลี้ยงทั้ง
5 ขวดทำเอาวัยรุ่นในคณะเซ็งกันเป็นแถว
ซึ่งเหล้าที่ถูกยึดนั้นคณะเราจะได้คืนอีกทีในวันเดินทางกลับ
(เห็นภาพนี้ไม่ต้องบรรยายความรู้สึก เมืื่อ...ตม.ยึดหมดของกลาง)
ต่อมาเมื่อออกอาคารสนามบินคณะเราก็เดินเท้าไปประมาณ
100 เมตรไปยังท่าเรือเพื่อที่จะนั่ง Speed Boat
พาคณะเราไปสู่ Olhuvili Beach & Spa Resort จุดหมายปลายทางของคณะโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้นั่ง Speed Boat นั้นคณะเราก็ได้เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพที่งดงามราวกับภาพวาด
(คุณแม่กับคุณลูกถ่ายรูปคู่บริเวณท่าเรือ)
(เรือ Speed Boat รับส่งโรงแรมนั่งได้ 16 ท่าน)
ในที่สุด Speed Boat ก็ได้นำคณะมายังที่หมายนั่นก็คือ OlhuviliBeach & Spa Resort รีสอร์ทหรูบนเกาะส่วนตัวที่แวดล้อมไปด้วยแนวประการังและหมู่ปลาน้อยใหญ่ที่มาเวียนว่ายต้อนรับคณะเราบริเวณท่าเรือของรีสอร์ท
(บรรยากาศบริเวณท่าเรือของรีสอร์ท)
เมื่อเข้ามาสู่ตัวรีสอร์ทก็พบกับเจ้าหน้าที่ตั้งแถวตีกลองต้อนรับคณะเราอย่างอบอุ่นเป็นกันเองพร้อมกับเสิร์ฟ
Soft drink ฝรั่งโซดาที่มีรสชาติหวานนุ่มชุ่มลิ้นแก้กระหายได้เป็นอย่างดี โดยบรรยากาศบนเกาะที่นี่ช่างเหมาะสำหรับคู่รักที่ต้องการเดินทางมาพักผ่อนอย่างแท้จริง
(Soft Drink ฝรั่งโซดา รสนุ่มชุ่มคอ...อย่างนี้ต้องหมดแก้ว)
จากนั้นทางคณะเราก็ได้แยกย้ายกันเข้าห้องพักซึ่งเป็นแบบ jacuzzi water villa ซึ่งเป็นห้องพักสุดหรูกว่า
30 หลังที่ถูกสร้างเป็นกลุ่มยื่นออกไปในทะเล โดยมีสะพานทางเดินไม้เชื่อมต่อห้องพักแต่ละหลังเข้าหากัน
(ภาพจากมุมสูงของรีสอร์ท โซน jacuzzi water villa)
(ทางเดินเข้าสู่ที่พักโซน สองข้างทางมีต้นไม้ร่มรื่น)
โดยความพิเศษของห้องพัก Type นี้จะต่างจากห้องพักทั่วไปตรงที่ ห้องพักแต่ละหลังจะมีอ่าง
jacuzzi หลังละ 2 อ่างที่หันหน้าออกสู่ทะเลซึ่งมีทั้งแบบ
indoor ที่อยู่ภายในห้องน้ำและแบบ outdoor ที่อยู่บริเวณระเบียงหลังบ้านทำให้ผู้เข้าพักได้เข้าถึงบรรยากาศของทะเลอย่างเต็มอิ่ม
(อ่าง jacuzzi indoor ในห้องน้ำ มองออกไปเป็นวิวทะเล)
ส่วนของระเบียงหลังบ้านยังมีบันไดเชื่อมลงสู่ทะเล
ทำให้ลูกค้าที่มาพักได้ว่ายน้ำในทะเลอย่างเป็นส่วนตัวรอบตัวบ้านไปกับหมู่ปลาน้อยใหญ่ที่แหวกว่ายรอบๆ แบบเป็นกันเองไม่กลัวคน ทั้งลูกปลาฉลาม
ปลากระเบน และปลาอื่นๆที่มีสีสันสวยงาม
(ลูกปลาฉลามที่กำลังว่ายน้ำกันอย่างสบายใจรอบรีสอร์ท)
(อาป๋าชวนหลานๆ รีบมาเล่นน้ำกับลูกปลาฉลามกันเร็ว...)
(อาป๋าเสนอ...คุณหลานใจเกินร้อย ลุย!!!)
(ไม่ได้มากันเป็นคู่คับ...ยกกันลุยเป็นทีม แท็คทีมมากันงานนี้ฉลามถอยคับ)
หลังจากคณะเราเล่นน้ำกันจนเหนื่อยแล้วมื้อค่ำคณะเราก็ฝากท้องกับภัตตคารของรีสอร์ทที่มีบริการอาหารนานาชาติหลากหลายชนิดไว้ให้เลือกทานกันแบบจุใจ เรียกได้ว่าที่นี่เหมือน"สุกี้เอ็มเคดีๆนี่เอง"
ตักเลยอร่อยทุกอย่าง รีสอร์ทที่นี่มีการจ้างเชฟมืออาชีพจากหลากหลายชาติมาทำอาหารนานาชาติให้ลูกค้าได้ลิ้มลอง
(ภาพบรรยากาศภัตตคารของรีสอร์ท)
หลังจากได้สำรวจภัตตคารโดยรอบแล้วผมไม่รีรอที่จะต่อคิวสั่งสปาเกตตี้ที่มีคนเข้าคิวเป็นแถวยาว สปาเกตตี้และพาสต้าที่นี่มีเครื่องให้เลือกหลากหลายทั้งส่วนผสมและครีมซอสที่สามารถเลือกเองตามชอบจากนั้นก็ส่งให้เชฟผัดร้อนๆแบบจานต่อจาน
(สปาเกตตี้-พาสต้า ผัดร้อนๆ จานต่อจาน)
ส่วนเมนูผักสลัดก็มีให้เลือกมากมายหลายชนิด และยังมีอาหารทั้งแกงกระหรี่ สเต็ก ซูชิ ก๋วยเตี๋ยว
ให้เลือกทานกันแบบจุใจ
(เมนูอาหารนานาชาติตกแต่งอย่างพิถีพิถัน)
(เมนูของหวานทั้งเค้ก พุดดิ้ง เจลลี่ อร่อยมากกก)
อาหารที่มัลดีฟส์นั้นหลากหลายเมนูมนิยมทำจากปลาทูน่า ซึ่งปลาทูน่าถือเป็นอาหารอาหารหลักคนคนพื้นเมืองที่นี่อีกปลาทูน่าของมัลดีฟส์นี้ก็ถูกส่งมาขายเป็นทูน่ากระป๋องในบ้านของเราอีกด้วย
เรียกได้ว่าหากมาถึงมัลดีฟส์แล้วไม่ได้ลิ้มลองปลาทูน่า "เสมือนมาไม่ถึงมัลดีฟส์ก็ว่าได้"
(บรรยากาศมื้อค่ำในภัตตรคาร)
ผ่านไปอีกวันสำหรับค่ำคืนอันแสนสุขบนเกาะสวรรค์ เช้าวันต่อมาคณะเราก็ตื่นมาทานอาหารเช้าร่วมกัน จากนั้นช่วงสิบโมงครึ่งคณะเราได้นัดกันไปผจญภัยกับกิจกรรมทางน้ำของทางรีสอร์ท ซึ่งมีให้บริการทั้งเรือใบ วินเซิร์ฟ เรือแคนนู
เรือถีบ เจ็ตสกี และบานาน่าโบ๊ทให้เลือกเล่น
โดยคณะเราก็ได้เลือกเรือถีบและเรือแคนนูเป็นกิจกรรมสันทนาการในยามเช้าของวัน
(ภาพนี้คู่รักกำลังพายเรืออย่างชิวๆ)
(ภาพนี้พายเรือแคนนูคู่รักสวีทจนน้ำทะเลหวานเรยยยย)
(หากชอบกิจกรรมท้าทายหน่อยก็ต้องเล่นอันนี้)
(หากอยากท่องทะเลไกลต้องแล่นเรือใบ ลำนี้นั่งได้สี่คน)
คณะเราพายเรือกันได้ไม่เท่าไรก็หมดแรงกันเสียแล้ว
เนื่องด้วยอากาศที่ค่อนข้างร้อนและมีแสงแดดจัดเลย ต้องหนีไปคลายร้อนกันในสระว่ายน้ำของรีสอร์ทที่ถูกสร้างอยู่บนชายหาดสามารถแช่น้ำมองเห็นวิวทะเลอันสวยงามอย่างใกล้ชิด
(สิบนาทีผ่านไป เหล่าฝีพายทยอยหมดแรงต่างพากันเข้าฝั่ง)
(เหล่าฝีพายต่างพากันแช่น้ำในสระอย่างชิวๆ)
(เมื่อหายเหนื่อยแล้วต่างก็ผันตัวมาเป็นนักกระโดดน้ำ)
(ท่านี้ต้องใช้วิชากำลังภายใน ลอยตีลังกาบนผิวน้ำ)
ช่วงบ่ายหลังจากได้ทานข้าวและพักผ่อนเอาแรงกันเป็นที่เรียบร้อย คณะเราก็มีนัดกันไปดำน้ำดูหมู่ปลาและปะการังกันที่ท่าเรือของรีสอร์ท
ซึ่งที่นี่นั้นมีให้เช่าทั้งอุปกรณ์ดำน้ำทุกชนิดรวมไปจนถึงเสื้อชูชีพ
(พี่พลสินธุ์ผู้จัดการใหญ่ PYM กำลังสอนลูกค้าใช้ตีนกบ...)
คณะเราไม่รีรอรีบใส่เชื้อชูชีพพร้อมหน้ากาก snorkel เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศการดำน้ำท่ามกลางหมู่ปลาที่แหวกว่ายตามแนวประการังอย่างใกล้ชิด
ซึ่งมีทั้ง ปลาการ์ตูน ปลาเข็ม ปลาสีสันสวยงามมากมาย
อีกทั้งบริเวณที่คณะเราดำน้ำนั้นก็ยังพบเห็นปลาเก๋าหลายตัวนั้นแอบอยู่ตามโขดหิน ซึ่งทำให้ลูกค้าเราในคณะเราบางท่านน้ำลายไหลไปตามๆกัน
(ท้ายสุดดำน้ำสลัดตีนกบเหลือแต่ตีนคนดีกว่า...ถนัดกว่าเยอะ)
ขณะที่คณะเรากำลังขึ้นจากฝั่งเพื่อเดินทางกลับห้องพักระหว่างนั้นเอง
คณะเราก็โชคดีมากที่ได้เห็นเหล่าฝูงปลาโลมานับสิบตัวมาแหวกว่ายอยู่ในทะเลซึ่งเป็นจุดที่ไม่ไกลจากจุดที่เราได้ออกไปกัน เสียดายหมู่ปลาโลมาโผล่มานอกสคริปเลยถ่ายมาให้ชมไม่ทันครับ แนะนำว่าต้องมาดูด้วยตนเองที่นี่ครับ...โผล่มาเล่นน้ำเป็นฝูง
(บรรยากาศอาหารมื้อค่ำ พี่ตี๋กล่าวขอบคุณลูกค้าในทริป )
(อาป๋ามาแต่หัวค่ำนั่งเป็นประธานที่หัวโต๊ะ )
หลังจากที่ได้ร่วมทางอาหารค่ำกันเป็นที่เรียบร้อย เหล่าฝีพายทั้งสิบท่านก็ได้มารวมตัวที่ห้อง 319 เน้นคับห้อง 3..1..9 ห้องนี้มีบริการอาหารและเครื่องดื่มตลอด 24
ชั่วโมงทั้งอาหารญี่ปุ่นขึ้นห้างอย่างมาม่าและน้ำข้าวบาเล่ย์ตราคาร์สเบิร์ก
(หลังจากเสร็จมื้อค่ำก็มาต่อมื้อดึกในบรรยากาศสุดชิว...ทะเลหลังบ้าน)
(ระหว่างที่กำลังชิวๆอยู่ในทะเลหลังบ้าน...อยู่ดีๆก็มีกระเบนราหูมาตรวจจับแอลกอฮอล
งวดนี้ไม่โดนใบสั่ง เพราะเมาแล้วไม่ได้ขับรถครับ)
วันที่สามของการเดินทางหลังอาหารเช้าคณะเราได้พักผ่อนกันตามอัธยาศัย จากนั้นมื้อเที่ยงคณะเราก็จัดหนักกันมื้อสุดท้ายก่อนออกจากเกาะเพื่อนั่ง
Speed Boat กลับไปยังฝั่งสนามบินเพื่อฝากกระเป๋าสัมภาระกับทางเจ้าหน้าที่ของสนามบิน
(บรรยากาศหน้าระเบียงภัตตคาร...สายลมชิวๆ)
(หลังอาหารเที่ยงพี่ตี๋สั่งให้กลับบ้าน...แต่ Staff กลับหลังซะงั้น )
(ขณะลงเรือ Speed เพื่อเดินทางกลับ...ลูกค้าหันหน้าดุมาถ่ายอารายยน้อง)
(ก็แอบถ่ายคู่รักมาสวีทกันอยู่คับผม...ตากล้องแอบอิจฉา )
(ใช้เวลาเดินทางกลับประมาณ 45 นาทีก็มาถึงที่สนามบินครับ
ทางคณะเราก็นำสัมภาระไปฝากที่เคาร์เตอร์ข้างสนามบิน )
จากนั้นคณะเราเพื่อไป City Tour ที่เกาะมาเล เมืองหลวงของประเทศมัลดีฟส์ โดยนั่งเรือข้ามฟากจากฝั่งสนามบินประมาณ 10
นาทีไปยังเมืองมาเลอ เมืองมาเล นั้นติดอันดับเป็นเมืองหลวงที่เล็กที่สุดของโลก
ประชากรที่อาศัยอยู่บนเกาะมาเลนี้มีอยู่ราว 1.3 แสนคน โดยประชากรมัลดีฟส์กว่า 25% อาศัยอยู่บนเกาะนี้
(จากนั้นก็นั่งเรือข้ามฟากต่อไปยังกรุงมาเล เพื่อเที่ยว City Tour)
เนื่องด้วยกรุงมาเลเป็นเกาะที่มีขนาดเล็กและมีถนนซอกซอยที่คับแคบละมีการจราจรที่ติดขัด จุดท่องเที่ยวไฮไลท์ของ City Tour ก็อยู่บนถนนสายหลักเส้นเดียวกันและอยู่ห่างกันไม่ไกลใช้เวลาเดินเท้าประมาณ
3-5 นาที จึงทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ City Tour
ด้วยการเดินเท้าเยี่ยมชมเมือง
(ภาพมุมสูงของกรุงมาเล เมืองหลวงของมัลดีฟ)
จากท่าเรือจุดแรกที่ไกด์ท้องถื่นพาเรามาแวะถ่ายภาพ
ก็คือ ทำเนียบประธานาธิบดีซึ่งแต่เดิมเป็นพระราชวังเก่าสร้างในปี ค.ศ.1906 โดยสุลต่าน Mohamed Shamsuddeen III ถูกใช้เป็นบ้านของประธานาธิบดีระหว่างปี ค.ศ. 1953
- 1994 หลังจากมีการสร้างที่พักใหม่ให้ประธานาธิบดี ปัจจุบันที่แห่งนี้จึงถูกใช้เป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดี
(จุดแรกเดินไม่ไกลนักจากท่าเรือเป็นทำเนีบประธานาธิบดี)
คณะเราได้เดินทางต่อเพียง 3 นาทีก็มาถึงไฮไลท์จุดที่สองนั่นก็คือมัสยิด Huskuru
Miskiiy หรือ มัสยิดวันศุกร์ เป็นมัสยิดที่สร้างขึ้นในสมัยคริสศตวรรษที่ 17 โดยสุลต่าน Ibrahim Iskandhar ในปี ค.ศ. 1656 มัสยิดแห่งนี้ได้นำหินมาแกะสลักเป็นลวดลายอย่างสวยงาม จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การ Unesco
(ลูกค้าส่วนมุ่งตรงสู่ห้องน้ำ ส่วนผมตั้งใจทำงานถ่ายวีดีโอ)
มัสยิดแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามที่สำคัญของชาวมัลดีฟส์กว่า
400 ปี โดยบริเวณข้างมัสยิดจะเป็นสุสานที่ฝังพระศพของสุลต่าน
Ibrahim Iskandhar ผู้สร้างมัสยิสแห่งนี้และบริเวณใกล้เคียงยังเป็นที่ฝังพระศพของเครือพระญาติและขุนนางชั้นสูง
รูปร่างของป้ายหลุมพระศพของที่นี่ยังสามารถบ่งบอกถึงเพศและอายุขัยได้ โดยสังเกตุจากป้ายหลุมศพที่มีลักษณะปลายด้านบนแหลมจะเป็นเพศชาย ส่วนป้ายที่มีลักษณะโค้งมนจะเป็นเพศหญิง ส่วนขนาดความสูงก็บ่งบอกถึงของอายุขัยที่เสียชีวิตกล่าวคือ
ป้ายที่มีขนาดสูงบ่งบอกถึงอายุขัยในวัยชรา
ส่วนบางหลุมจะมีป้ายขนาดเล็กก็บ่งบอกถึงเสียชีวิตตั้งแต่วัยเด็กนั่นเอง
(สุสานของอดีตสุลต่านและเชื้อพระวงศ์)
(เสากลมใหญ่สีขาวลายด้านหลัง เป็นสถานีกระจายเสียงช่วงที่มีพิธีละหมาด)
จุดที่สามก็คือ
สุเหร่าประจำชาติ (Islamic Centre)ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1984 มัสยิสแห่งนี้เปรียบเสมือนศูนย์รวมทางจิตใจของชาวมาเล่
และถือเป็นมัสยิสที่สำคัญและใหญ่ที่สุดของเกาะ
พื้นที่ภายในมัสยิดสามารถจุคนได้ถึง 5,000
คนเลยทีเดีย โดยผู้เข้าชมต้องแต่งกายสุภาพ ชายสวมกางเกงขายาว หญิงสวมชุด
กรอมเท้าบ่าและแขนมีผ้าปิดมิดชิด
(คณะเราส่วนใหญ่กางเกงขาสั้น-กระโปรงสั้นเลยเดินชมแต่เพียงภายนอก)
เดินทางต่อกันอีกชั่วอึดใจจุดที่สี่ก็คือ
ตลาดปลาของ ซึ่งภายในตลาดเต็มไปด้วยอาหารสดๆจากทะเล โดยเฉพาะปลาทูน่าสดๆที่วางกองมากมายโดยมีชาวบ้านมาเลือกซื้อหาไปทานกัน ราคาปลาทูน่าที่นี่ก็ไม่แพงประมาณกิโลละ 2-3 ดอลล่าร์หรือประมาณหกสิบถึงร้อยบาทเท่านั้นเอง
(พ่อค้าที่ตลาดปลากำลังแล่ปลาอย่างขมักเขม้น)
ส่วนปลาชนิดอื่นๆนั้น เช่น ปลาเก๋า
ปลากระพงแดง ที่ตลาดนี้ก็ขายกันไม่แพงราคาไม่เกินกิโลละ 5 ดอลล่าร์หรือประมาณร้อยห้าสิบบาทบ้านเรา คนท้องถื่นที่นี่คุยให้เราฟังว่าหากมีเงินแค่ 5
ดอลล่าร์ก็สามารถหาซื้อปลาตัวใหญ่เก็บไว้ทานที่บ้านได้เป็นอาทิตย์เลยทีเดียว
(ปลาทูน่าตัวโตเนื้อแน่นสดๆวางเรียงกันเพื่อรอการขาย)
หลังจากเสร็จสื้นภารกิจ City Tour ไกด์ท้องถิ่นก็ได้พาเราเข้าชมร้านของที่ระลึกพื้นเมือง
โดยของที่ระลึกส่วนใหญ่ที่น่าซื้อของที่นี่เป็นพวก พวงกุญแจ
แผ่นแม่เหล็กติดตู้เย็น กรอบรูป และเครื่องประดับที่ทำจากฟันของปลาฉลาม โดยการซื้อของที่ระลึกที่นี่สามารถต่อรองราคาได้
ไฮไลท์ของที่ระลึกมัลดีฟส์สุดฮิตคงหนีไม่พ้น
ภาพวาดกะลามะพร้าว เป็นภาพวาดทิวทัศน์ของมัลดีฟส์ที่ใช้สีน้ำมันวาดลงบนกะลาพะพร้าว เป็นของฝากพื้นเมืองที่กิ๊บเก๋ราคาเฉลี่ยใบละ 15-30 ดอลล่าร์หรือประมาณ 450-900
บาทไทยรับรองว่าของฝากชิ้นนี้ถูกใจผู้รับอย่างแน่นอน
(ของฝากชิ้นนี้รับรองแต่งบ้านเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร)
โปรแกรมท้ายที่สุดคณะเราได้ทานมื้อเย็นบนเกาะมาเลและนั่งเรือข้ามฟากกลับไปยังสนามบินเพื่อเดินทางกลับสู่ประเทศไทยเป็นอันจบทริปท่องที่ยว
"ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย" ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความประทับใจ
(สาวๆในคณะยืนประชันความงามกัน)
(ท่องเที่ยวสุขใจ..ไปกับ มีทวี ทัวร์)
![]() |